www.datepalmthailand.com                           ชมรมศูนย์ส่งเสริมการปลูกอินทผลัมไทย

  โครงการ ๑ ไร่ ๑ ล้าน..เปลี่ยนอีสานเป็นทองคำ .. ปลูกอินทผลัมผลไม้แห่งอนาคต ..

 พืชเศรษฐกิจแก้จนของคนอีสาน .. ดำเนินการโดย ศูนย์ส่งเสริมการปลูกอินทผลัม ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โรงเรียนแก้จน และชมรมผูู้ปลูกอินทผลัมแห่งประเทศไทย

โครงการ ๑ ไร่ ๑ ล้าน เปลี่ยนอีสานเป็นทองคำ
ปลูกอินทผลัมพืชเศรษฐกิจแก้จน ไม้ผลมหัศจรรย์สร้างฝันเป็นจริงได้ในอนาคต
-----------------------------
๑. ความเป็นมาและความสำคัญ
เป็นเวลากว่า ๕๐ ปีนับแต่ที่มีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑ เมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๔ ในปีนั้นถือเป็นปีแรกที่เกษตรกรของประเทศไทย ได้รับการส่งเสริมคุณภาพชีวิตอย่างเป็นทางการ ทั้งนี้เพราะเกษตรกรคือกระดูกสันหลังของชาติ เกษตรกรคือผู้ผลิตอาหารให้คนไทย และที่สำคัญเกษตรกรคืออนาคตของประเทศไทย
ตลอดเวลากว่า ๕ ทศวรรษที่ผ่านมา แม้ว่าประเทศไทยจะมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเกิดขึ้นมาแล้วหลายฉบับก็ตาม แต่ก็เป็นไปในทิศทางของการพัฒนาแบบระบบทุนนิยม ที่มุ่งเน้นผลิตผลเพื่อป้อนเข้าสู่โรงงานอุตสาหกรรมตามกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกตะวันตก ที่กำลังโหมกระหน่ำไหลบ่าถ่าโถมเข้าสู่ประเทศไทยอย่างรุนแรง ครอบคลุมไปถึงเกษตรกรทุกหย่อมหญ้าไม่เว้นแม้แต่เกษตรกรในหมู่บ้านทุกแห่ง จนกระทั่งในที่สุดได้เกิดผลกระทบตามมาอย่างมากมาย การผลิตเพื่อป้อนเข้าสู่โรงงานอุตสาหกรรมนี้ ได้ก่อให้เกิดระบบนายทุนเป็นคนที่ควบคุมและกำหนดราคา เกษตรกรไม่สามารถกำหนดราคาสินค้าของตัวเองได้ ไม่มีส่วนร่วมต่อการกำหนดนโยบาย การผลิตที่มุ่งเน้นปริมาณมากๆ ทำให้เกิดการใช้สารเคมีในปริมาณที่เพิ่มมากขึ้นทุกปี ผลผลิตทางการเกษตรล้นตลาด ราคาตกต่ำ เกิดภาระหนี้สิน เจ็บป่วย คุณภาพชีวิตตกต่ำ เกษตรกรจึงกลายเป็นอาชีพที่มีความเสี่ยงและมีรายได้ต่ำกว่าอาชีพอื่นๆ ทำให้คนรุ่นใหม่ไม่สนใจสืบทอดอาชีพเกษตรกรรมเหมือนดั่งบรรพบุรุษที่สืบทอดอาชีพนี้มาอย่างยาวนานนับร้อยนับพันปี สิ่งที่พึงจะกระทำได้คือเป็นเพียงการเรียกร้องขอความเป็นธรรม ที่มักไม่ได้รับการแก้ปัญหาตรงตามความต้องการของเกษตรกรอย่างแท้จริง
อดีตที่ผ่านมาสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยนั้นมีแต่ความอุดมสมบูรณ์ ในน้ำมีปลาในนามีข้าวมีความหลากหลายทางชีวภาพอย่างเกื้อกูลกัน ประชาชนมีวิถีชีวิตความเป็นอยู่แบบเรียบง่าย พออยู่พอกิน พึ่งพาตนเองและช่วยเหลือแบ่งปันกันและกัน ชุมชนมีความเข้มแข็ง มีป่าไม้ มีแม่น้ำ คน ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมต่างพึ่งพาอาศัยกันและกัน ผู้คนเคารพต่อธรรมชาติ ธรรมชาติก็ให้ประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตอย่างสมดุล ชุมชนสังคมก็มีแต่ความดี ความงาม มีแต่ความสงบสุข ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง พืชผักและผลผลิตทางการเกษตรก็มีความปลอดภัย ไม่ใช้สารเคมีที่เป็นอันตราย สิ่งแวดล้อม ดิน น้ำ ป่า อากาศ จึงเต็มไปด้วยความบริสุทธิ์ วัฒนธรรมก็มีแต่ความงดงาม ประชาชนมีความผูกพันกับต้นไม้ ผูกพันกับพืชกับสัตว์เลี้ยง ผูกพันกับป่า ผูกพันกับน้ำ ผูกพันกับสิ่งแวดล้อม อาชีพเกษตรกรรมจึงเป็นอาชีพพื้นฐานที่มีความมั่นคงของชีวิต
แต่ปัจจุบันสังคมสิ่งแวดล้อมเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมาย ธรรมชาติที่เคยอุดมสมบูรณ์เมื่อครั้งก่อนได้กลับกลายเป็นความแห้งแล้ง วิถีชีวิตเกษตรกรเปลี่ยนไปอย่างมาก เกิดการบุกรุกพื้นที่ตัดไม้ทำลายป่า มีการเผาป่า ใช้การปุ๋ยและสารเคมีในอาชีพเกษตรกรรมอย่างหนัก ทำให้สิ่งแวดล้อมถูกปนเปื้อนไปด้วยสารพิษที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ผืนดินที่เคยอุดมสมบูรณ์กลายเป็นดินเสื่อมสภาพ ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ เกษตรกรเกิดภาระหนี้สิน ผู้คนต่างแก่งแย่งแข่งขัน ต่างคนต่างอยู่ ทำการเกษตรเพื่อการขายป้อนโรงงานอุตสาหกรรม พ่อค้าคนกลางและนายทุนเป็นผู้กำหนดราคาสินค้าการเกษตร เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของกระแสโลก สู่การแข่งขันกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เกษตรกรยิ่งทำยิ่งจน พ่อค้านายทุนกลายเป็นคนร่ำรวย สุดท้ายเกษตรกรเปลี่ยนอาชีพ ละทิ้งบ้านเรือน อพยพย้ายถิ่นฐานไปทำงานในเมืองหลวง ไปทำงานรับจ้างในโรงงานอุตสาหกรรม ไร่นาที่เคยอุดมสมบูรณ์ถูกปล่อยให้รกร้างว่างเปล่า ครอบครัวที่เคยอบอุ่นกลายเป็นครอบครัวที่ต่างคนต่างไป พ่อไปทาง แม่ไปทาง ลูกไปทาง คนหนุ่มสาวไม่สนใจประกอบอาชีพเกษตรกรรม เกษตรกรไร้ผู้สืบทอด เกิดวิกฤติภัยแล้ง แล้งซ้ำซาก นานๆเข้าเกษตรกรได้กลายเป็นอาชีพที่ยากจนที่สุด และในวันนี้เกษตรกรภาคอีสานในหลายพื้นที่ ได้ประกาศขายไร่ขายนา ขายวัวขายควาย อย่างสิ้นหวังในชีวิต
ผลกระทบจากวิกฤติภัยแล้งอย่างยาวนานในภาคอีสาน ทำให้คุณภาพชีวิตเกษตรกรตกต่ำอย่างมาก ผืนดินที่แห้งแล้งทำให้เกิดปัญหาต่อการเพาะปลูก พืชเศรษฐกิจที่เคยทำกันมาเมื่อครั้งก่อนล้วนแต่เป็นพืชที่ต้องการใช้น้ำในปริมาณมาก เมื่อขาดแคลนน้ำจึงทำให้ผลผลิตตกต่ำ ขาดการประกันราคาอย่างจริงจังและเป็นธรรม พ่อค้าคนกลางเป็นคนกำหนดราคา ทำให้เกษตรกรขาดทุน และเป็นหนี้ กลายเป็นวัฒจักรแห่งความยากจนที่ยากจะหลุดพ้นได้ คนที่รวยกลายเป็นพ่อค้าคนกลางและนายทุน เกษตรกรภาคอีสานกลับเป็นกลุ่มคนที่ยากจนที่สุดในปัจจุบัน
โรงเรียนแก้จน สถาบันพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกร ของเครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคอีสาน อาสาทำให้เกษตรกรภาคอีสานหลุดพ้นจากความยากจน ด้วยการคิดค้นแสวงหาหนทางแก้ไขปัญหาความยากจนให้เกษตรกรด้วยการเปลี่ยนความคิด พิชิตความยากจน เปลี่ยนพืชเศรษฐกิจที่ทนแล้ง ปลูกง่าย เป็นที่ต้องการของตลาด ให้ผลผลิตดี ราคาดี ส่งเสริมการรวมกลุ่มเกษตรกร ให้สามารถกำหนดราคาเองได้ และมีการประกันราคาอย่างเป็นธรรม ตั้งแต่กระบวนการผลิต การแปรรูปและการตลาดอย่างครบวงจร จนกระทั่งในที่สุดได้ร่วมมือกับชมรมศูนย์ส่งเสริมการปลูกอินทผลัมไทย บริษัทพอเพียงพัฒนาวิสาหกิจชุมชนจำกัด โครงการวิจัยพัฒนาสายพันธุ์อินทผลัมไร่พระราชทานพอเพียงพัฒนา และมูลนิธิทุ่งชุมพล จัดตั้ง ศูนย์ส่งเสริมการปลูกอินทผลัม ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ณ ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง โรงเรียนแก้จน ตำบลพระลับ อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรเปลี่ยนแนวคิดปลูกพืชเศรษฐกิจแนวใหม่ ปลูกง่าย ทนแล้ง ไม่ใช้สารเคมี ราคาดี เป็นที่ต้องการของตลาด ประกันราคาอย่างเป็นธรรม ส่งเสริมให้เกิดชมรมเกษตรกรผู้ปลูกอินทผลัมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และเป็นศูนย์รับซื้ออินทผลัมของชมรมเกษตรกรผู้ปลูกอินทผลัมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จนกระทั่งสามารถพิชิตความยากจนของเกษตรกรบนผืนดินแห้งแล้งที่เรียกว่าอีสานได้ในอนาคต โดยได้จัดทำโครงการ ๑ ไร่ ๑ ล้าน เปลี่ยนอีสานเป็นทองคำ ปลูกอินทผลัมพืชเศรษฐกิจแก้จน ไม้ผลมหัศจรรย์สร้างฝันเป็นจริงในอนาคต เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรภาคอีสานปลูกอินทผลัม สร้างรายได้ให้มั่นคง เปลี่ยนชีวิตเกษตรกรจากความยากจนให้เป็นเศรษฐีได้ในอนาคต
อินทผลัม (Date Palm) เป็นพืชตระกูลปาล์มที่หายาก ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ เป็นผลไม้ที่นิยมรับประทานกันอย่างแพร่หลายโดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวมุสลิม จะรับประทานผลอินทผลัมอย่างมากในเดือนรอมฏอน (เดือนแห่งการถือศีลอด) ตามตำนานแห่งศาสดามูฮัมหมัดที่ส่งเสริมให้มุสลิมถือศีลอดด้วยการรับประทานอินทผลัมกับน้ำเปล่า มีถิ่นกำเนิดในแถบตะวันออกกลาง สามารถเจริญเติบโตได้ดีในภูมิภาคที่มีอากาศร้อนและแห้งแล้งแบบทะเลทราย จึงเหมาะสำหรับการปลูกในภาคอีสาน ลำต้นมีความสูงประมาณ ๓๐ เมตร มีขนาดลำต้นประมาณ ๓๐-๕๐ เซนติเมตร มีใบติดอยู่บนต้นประมาณ ๔๐-๖๐ ก้าน ทางใบยาว ๓-๔ เมตร ใบเป็นแบบขนนก ใบย่อยพุ่งออกหลายทิศทาง ช่อดอกจะออกจากโคนใบ ผลทรงกลมรี ยาวประมาณ ๒-๔ เซนติเมตร ออกเป็นช่อรสหวานฉ่ำ รับประทานได้ทั้งผลดิบและสุก ผลจะมีสีเหลืองจนถึงสีส้ม และเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลถึงน้ำตาลเข้มเมื่อแก่จัด ผลสุกมักจะนำไปตากแห้ง สามารถเก็บไว้เป็นเวลาหลายปี มีรสชาติหวานจัด จึงมักถูกเข้าใจผิดว่ามีการนำไปเชื่อมด้วยน้ำตาล
นอกจากจะเป็นพืชเศรษฐกิจที่ทนต่อความแห้งแล้งแล้ว อินทผลัมยังได้ชื่อว่าเป็น “ผลไม้สวรรค์” เพราะมีคุณค่าทางสารอาหารอย่างวิเศษ จากหลักฐานต่างๆ อุสตาส “บูบีนู” กล่าวว่า “อินทผลัม มีแหล่งกำเนิดอยู่ในประเทศอียิปต์” มีคุณค่าทางอาหารและมีประโยชน์มากมายต่อร่างกาย เพราะในทุกๆ ๑๐๐ กรัม อินทผลัมจะให้พลังงานความร้อน ๑๕๗ แคลอรี และมีบางท่านกล่าวว่า มีถึง ๓๘๓ แคลอรี ขึ้นอยู่กับชนิดและประเภทของอินทผลัม เช่น อินทผลัมสด อินทผลัมแห้ง อินทผลัมเก่าและอินทผลัมชนิดต่างๆ จะมีปริมาณและส่วนประกอบที่ที่แตกต่างกัน
บรรดาผู้นำแห่งอิสลามได้ให้ความสำคัญต่ออินทผลัมเป็นพิเศษ ด้วยเหตุนี้จึงพบคำรายงานบทหนึ่งของอิหม่ามซอดิก (อ) ที่กล่าวว่า “อาหารของศาสดามุฮัมมัด (ศ) คือข้าวบาร์เลย์ หากท่านมีมัน และอาหารหวานของท่านคืออินทผลัม” ในบางคำรายงานกล่าวว่า ศาสดามุฮัมมัด (ศ) และบรรดาผู้นำที่บริสุทธิ์ (อ) ได้กล่าวถึงคุณค่าต่างๆ ของอินทผลัมไว้ดังนี้ว่า “ วันหนึ่งมีคนนำอินทผลัมจำนวนหนึ่งมาวางต่อหน้าศาสดา (ศ) ท่านจึงกล่าวว่า “แท้จริงในอินทผลัมมีคุณประโยชน์ ๙ ประการ คือ (๑) จะทำลายเชื้อโรค (๒) บำรุงกระดูกสันหลัง (๓) เพิ่มสมรรถภาพทางเพศ (๔) บำรุงหูและสายตา (๕) ทำให้เข้าใกล้ชิดอัลลอฮฺ (๖) ทำให้ออกห่างจากมารร้าย (๗) ช่วยย่อยอาหาร (๘) ขจัดโรคภัยไข้เจ็บ และ (๙) ทำให้ปากมีกลิ่นหอม” จากคำพูดของศาสดามุฮัมมัด (ศ) ที่อธิบายถึงคุณค่าต่างๆ ของอินทผลัมนั้น จะพบประโยคหนึ่งที่กล่าวว่า “ช่วยขจัดโรคภัยไข้เจ็บ” ซึ่งเป็นประโยคที่คล้ายคลึงกันกับคำพูดของอิหม่ามอาลี (อ) ที่ว่า “ท่านทั้งหลายจงรับประทานอินทผลัมเถิด เพราะแท้จริงมันจะช่วยเยียวยารักษาความเจ็บป่วยต่างๆ”
ปัจจุบันด้วยความก้าวหน้าทางการแพทย์และโภชนาการ จึงทำให้เป็นที่ประจักษ์ชัดถึงความมหัศจรรย์ในคำพูดของศาสดามุฮัมมัด (ศ) ได้อย่างชัดเจน ซึ่งนักโภชนาการกล่าวว่า อินทผลัมสามารถช่วยป้องกันโรคมะเร็งได้ สถิติที่รวบรวมจากดินแดนต่างๆที่มีการรับประทานอินทผลัมกันมาก จะประสบกับปัญหาของโรคมะเร็งน้อยมาก เนื่องจากปัจจุบันได้พิสูจน์แล้วว่า การขาดแมกนีเซียมเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งได้ ด้วยเหตุนี้ชาวอาหรับและชาวทะเลทราย ที่ใช้ชีวิตอยู่ในสภาพที่ขาดแคลนอาหาร กลับไม่ต้องเผชิญกับโรคมะเร็ง ก็เพราะในอินทผลัมนั้นมีปริมาณแมกนีเซียมอยู่เป็นจำนวนมาก
แมกนีเซียมในอินทผลัมยังมีประโยชน์ในการรักษาสิวในคนหนุ่มสาว ด้วยเหตุนี้หนุ่มสาวที่อยู่ในแถบภูมิภาคที่ไม่มีการปลูกอินทผลัม ก็สามารถหาอินทผลัมมารับประทานได้วันละ ๒-๓ ผล จะช่วยรักษาสิวได้ และอินทผลัมยังมีประโยชน์ในการรักษาโรคอัมพาตทั่วไปและอัมพาตที่ใบหน้า และอินทผลัมมีประโยชน์ต่อผู้สูงอายุ เนื่องจากจะช่วยบำรุงประสาท ล่าสุดเพิ่งค้นพบว่าการขาดแมกนีเซียมจะทำให้เกิดน้ำตาลในปัสสาวะ แมกนีเซียมมีความจำเป็นสำหรับไตและถุงน้ำดี ซึ่งสามารถขจัดสิ่งเหล่านี้ได้ด้วยการรับประทานอินทผลัมวันละ ๒-๓ ผล น้ำตาลที่มีอยู่ในอินทผลัม ได้แก่ เล็ฟวูโลส คลูโคส แซ็กกาโรส ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย แมกนีเซียมในสมองของผู้สูงอายุจะค่อยๆ ลดน้อยลง ดังนั้นเพื่อทดแทนสิ่งที่สูญเสียไปจำเป็นต้องรับประทานอาหารที่มีแมกนีเซียมสูง และอินทผลัมคือหนึ่งในอาหารเหล่านั้น
ผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานสามารถใช้ประโยชน์จากน้ำตาลของอินทผลัมแทนน้ำตาลทั่วไปได้ เนื่องจากแมกนีเซียมในอินทผลัมจะช่วยทำให้ไตและตับอ่อนทำงานได้ง่ายดายยิ่งขึ้น ในอีกด้านหนึ่ง วิตามินบี ๒ ที่มีอยู่ในอินทผลัมจะช่วยดูดซับน้ำตาลจากอาหารอื่นๆ โปรแตสเซียมและแมกนีเซียมในอินทผลัม มีบทบาทอย่างมากในการสร้างความสมดุลแก่เซลต่างๆของร่างกาย และมีผลที่น่าอัศจรรย์ในการฟอกเลือด คุณสมบัติของอินทผลัมที่ถูกอธิบายไว้จากคำกล่าวของท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ) คือ
(๑) อินทผลัมมีผลต่อการย่อยของอาหาร : เนื่องจากอินทผลัมมีสารอาหารที่จำเป็นเพียงพอ และมีปัจจัยกระตุ้นการย่อยและการดูดซึมสารอาหาร จึงมีส่วนช่วยในการย่อยอาหาร
(๒) อินทผลัมมีผลต่อการเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ : ในอินทผลัมมีฟีลกูลีนในปริมาณหนึ่ง ซึ่งจะช่วยบำรุงการหลั่งน้ำเชื้อของเพศชาย
(๓) อินทผลัมจะช่วยขจัดความเมื่อยล้า : ศาสดามุฮัมมัด (ศ) กล่าวว่า “ท่านทั้งหลายจงรับประทานอินทผลัมบุรอนี เพราะแท้จริงมันจะช่วยขจัดความเมื่อยล้าให้หมดไป จะช่วยดับความหนาวเย็น และจะทำให้พ้นจากความหิว และในอินทผลัมนั้นมี ๗๒ประตูแห่งการเยียวยารักษา (โรคต่างๆ)
(๔) คุณสมบัติในการต่อต้านความหิวกระหาย (การขาดสารอาหาร) : การเริ่มต้นการละศีลอดด้วยอินทผลัมและลูกเกดในปริมาณเล็กน้อย จะทำให้ร่างกายขจัดความต้องการน้ำตาลที่เกิดจากการถือศีลอดได้ มันจะให้พลังงานที่จำเป็นต่อร่างกาย และช่วยยับยั้งการสะสมของไขมัน (การไม่เคลื่อนไหวหรือไม่ได้ใช้กำลัง จะทำให้เกิดการสะสมของไขมันใต้ผิวหนัง และทำให้ตับเกิดการบกพร่อง) ด้วยเหตุนี้การรับประทานอินทผลัมจะช่วยลดการสะสมของไขมัน และด้วยสารอาหารต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อตับ จึงเพิ่มความทานต้านให้ร่างกาย
ดังที่กล่าวไปแล้วว่า อินทผลัมให้พลังงานแก่ร่างกายโดยไม่ทำให้สิ่งใดบกพร่องไปจากร่างกายเลย ในขณะที่การดูดซึมและการย่อยอาหารอื่นๆทุกชนิด จะทำให้ร่างกายสูญเสียวิตามินซีหรือสารอาหารอื่นๆไปในปริมาณหนึ่ง แต่อินทผลัมยังคงมีสารอาหารที่จำเป็นอยู่ทั้งหมด
ด้วยคุณสมบัติต่างๆของอินทผลัมนี้เองศาสดามุฮัมมัด (ศ) จึงกล่าวว่า “บ้านใดก็ตามที่ไม่มีอินทผลัมอยู่ในบ้าน แท้จริงแล้วบุคคลต่างๆในบ้านนั้นล้วนเป็นผู้หิวโหย (แม้ว่าท้องของพวกเขาจะอิ่มก็ตาม)” และอีกคำสอนหนึ่ง หลังจากการค้นคว้าวิจัยมาเป็นเวลานานของนักวิชาการ จึงค้นพบความลี้ลับของมันคือ การเริ่มต้นด้วยการรับประทานอินทผลัม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเดือนรอมฎอน ซึ่งคำรายงานได้กล่าวว่า “เมื่อใดก็ตามที่อาหารถูกนำมายังศาสดามุฮัมมัด (ศ) หากในอาหารนั้นมีอินทผลัมอยู่ ท่านจะเริ่มต้นด้วยการรับประทานอินทผลัมก่อน และในช่วงที่มีอินทผลัมแห้ง ท่านมักจะละศีลอดด้วยอินทผลัมแห้ง แต่หากอยู่ในช่วงที่มีอินทผลัมสด ท่านจะละศีลอดด้วยอินทผลัมสด” ในช่วงของการละศีลอด ผู้ถือศีลอดจะรู้สึกหิวอย่างรุนแรง มีคนจำนวนมากที่รับประทานอย่างมากมายแต่ก็ยังรู้สึกไม่อิ่ม และด้วยความรู้สึกที่ยังหิวอยู่เขาจึงรับประทานต่อไปอีก แต่หลังจากรับประทานจนอิ่มจัด เขาจะรู้สึกอึดอัดและไม่สบายตัว ในที่นี้หากเขาเริ่มต้นการละศีลอดด้วยอินทผลัมในปริมาณหนึ่งก่อนรับประทานอาหาร การรับประทานอินทผลัมดังกล่าวจะยับยั้งเขาจากการรับประทานจนอิ่มเกินไปได้ จอกจากนี้คุณสมบัติของอินทผลัมที่เกี่ยวข้องกับสภาพของจิตใจหรือทางจิตวิญญาณของมนุษย์ ศาสดามุฮัมมัด (ศ) กล่าวว่า “ท่านทั้งหลายจงให้สตรีที่อยู่ในช่วงเดือนของเธอ ที่กำลังจะให้กำเนิดบุตร ให้เธอรับประทานอินทผลัมเถิด เพราะแท้จริงบุตรของเธอจะได้เป็นผู้ที่มีความอดทนอดกลั้น และเป็นผู้ที่สะอาดบริสุทธิ์”
ประเทศไทยได้มีการทดลองปลูกอินทผลัมอย่างเป็นทางการเมื่อประมาณ ๔๐ ปีที่แล้ว มีการบันทึกเอาไว้ว่า คุณพ่อแสวง ทัดเที่ยง เป็นเกษตรกรผู้บุกเบิกการปลูกพืชผักเมืองหนาวของประเทศไทย ที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานทุนไปศึกษาดูงานด้านการเกษตรในต่างประเทศ และได้นำเมล็ดพันธุ์ผักผลไม้ต่างประเทศ เช่น ตรอเบอรี่ บล็อกเคอรี่ หน่อไม้ฝรั่ง หอมญี่ปุ่น สปาเก็ตตี้ อโวคาโด กาแฟพันธุ์อาราบิกา และอินทผลัม เป็นต้น เข้ามาทดลองปลูกที่จังหวัดเชียงใหม่จนประสพผลสำเร็จ ซึ่งเป็นที่มาของโครงการหลวงพัฒนาการปลูกผักและผลไม้พันธุ์จากต่างประเทศแบบปลอดสารพิษ สามารถส่งออกขายทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ สร้างรายได้อย่างมหาศาลแก่เกษตรกรในปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ซื้อที่ดินจำนวน ๑๐ ไร่ ๘๐ ตารางวา พระราชทานแก่ครอบครัวคุณพ่อแสวง ทัดเที่ยง เมื่อวันที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๐๗ เพื่อทำการวิจัยและทดลองการปลูกพืชผักเมืองหนาว และผลไม้จากต่างประเทศรวมถึงอินทผลัมด้วย โดยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเสด็จพระราชดำเนินส่วนพระองค์เยี่ยมชมโครงการฯ ทรงขับรถยนต์พระที่นั่งด้วยพระองค์เอง เพื่อให้กำลังใจแก่ครอบครัวแสวง ทัดเที่ยง เกษตรกรผู้บุกเบิกการปลูกอินทผลัมในประเทศไทย
ปัจจุบันเป็นที่พิสูจน์ทางการแพทย์และโภชนาการแล้วว่า อินทผลัมเป็นผลไม้ที่มีคุณค่าทางโภชนาการ มีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายหลายชนิด เช่น แคลเซียม ซัลเฟอร์ เหล็ก โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส แมงกานีส แมกนีเซียม และน้ำมันโวลาไตล์ ทั้งยังอุดมไปด้วยเส้นใยอาหาร ซึ่งช่วยลดอาการท้องผูก รวมถึงให้พลังงานสูง บำรุงร่างกายที่อ่อนล้าให้กลับมีกำลัง นอกจากนี้ยังสามารถบำรุงกล้ามเนื้อมดลูกและสร้างน้ำนมแม่ สำหรับด้านการรักษาโรคนั้น อินทผลัมช่วยบำรุงร่างกาย บำรุงสายตา ลดความหิว แก้กระหาย แก้โรควิงเวียนศีรษะ ช่วยลดเสมหะในลำคอ ทำให้กระดูกแข็งแรง ลดระดับน้ำตาลในเลือดและความดันโลหิตสูง นอกจากนี้ยังช่วยฆ่าเชื้อโรค พยาธิและสารพิษที่ตกอยู่ในลำไส้และระบบทางเดินอาหาร มีฤทธิ์ในการกำจัดสารพิษและยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรคอันเป็นสาเหตุให้เกิดโรคมะเร็งในช่องท้องได้
ผลการวิจัยทดลองปลูกอินทผลัมในประเทศไทยพบว่าประสบผลสำเร็จอย่างสูง อินทผลัมสามารถปลูกและเจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่ที่มีน้ำน้อย จึงเหมาะสำหรับปลูกในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคอีสาน หรือพื้นที่อื่นๆทั่วประเทศ เนื่องจากอินทผลัมเป็นพืชที่มีถิ่นฐานมาจากทะเลทราย จึงทนต่อความแห้งแล้งได้ดี มีศัตรูและโรคพืชน้อย ไม่ต้องใช้สารเคมี ก็ให้ผลผลิตดีโดยเริ่มให้ผลผลิตในปีที่ ๔-๕ และจะให้ผลผลิตมากขึ้นตามอายุของต้นอินทผลัม สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ตลอดไปเป็นเวลานานถึงอายุ ๗๐ ปี จึงถือเป็นการลดต้นทุนให้เกษตรกรเป็นอย่างดี ปลูกครั้งเดียวเก็บเกี่ยวได้ตลอดชีวิต จึงถือเป็นพืชเศรษฐกิจระดับทองคำ เหมาะสำหรับเกษตรกรภาคอีสานที่พื้นดินส่วนใหญ่มีความแห้งแล้งเป็นอย่างยิ่ง
นอกจากนี้อินทผลัมยังเป็นไม้มงคลที่มีราคาแพง เป็นที่ต้องการอย่างมากในตลาดต่างประเทศ และผลอินทผลัมก็มีราคาดีเหมือนกับทองคำ บางฤดูกาลตลาดต่างประเทศโดยเฉพาะกลุ่มประเทศอาหรับต้องการซื้ออินทผลัมในราคา ๑,๐๐๐ บาทต่อกิโลกรัม และต้องการเป็นจำนวนมากจนประเทศไทยไม่มีสินค้าส่งให้ เนื่องจากปัจจุบันการปลูกอินทผลัมเพื่อเศรษฐกิจยังมีอยู่น้อยมาก ขณะที่ตลาดต่างประเทศมีความต้องการสูง และมีแนวโน้มเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ที่จะมีค่าเสมือนทองคำในอนาคต เปรียบเสมือนเป็นผลไม้ทองคำที่จะแก้ปัญหาความยากจนให้กับเกษตรกรไทย รวมถึงเกษตรกรภาคอีสานได้ในอนาคต
เพื่อเป็นการส่งเสริมให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น มีความมั่นคงในอาชีพมากขึ้น จึงทำให้เกิดโครงการวิจัยพัฒนาสายพันธุ์อินทผลัมไร่พระราชทานพอเพียงพัฒนา เกิดวิสาหกิจชุมชนผลิตและแปรรูปอินทผลัมขึ้น มีการก่อตั้งชมรมศูนย์ส่งเสริมการปลูกอินทผลัมไทย จนกระทั่งได้จัดตั้งบริษัทพอเพียงพัฒนาวิสาหกิจชุมชน จำกัด เพื่อดำเนินการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกอินทผลัมในเวลาต่อมา โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้จัดตั้ง ศูนย์ส่งเสริมการปลูกอินทผลัมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตั้งอยู่ที่ ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง โรงเรียนแก้จน ตำบลพระลับ อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ ๕ เมษายน ๒๕๕๖ ทำหน้าที่ส่งเสริมการปลูก เพาะกล้า จำหน่ายต้นพันธุ์ ให้คำแนะนำทางวิชาการ วิจัยและพัฒนาการปลูกอินทผลัม สร้างเครือข่ายผู้ปลูกอินทผลัม และรับซื้อผลผลิตเครือข่ายในราคาประกัน เกรดเอ ๓๐๐ บาทต่อกิโลกรัม และเกรดบี ๒๐๐ บาทต่อกิโลกรัม หากเกษตรกรปลูก ๑ ไร่ จำนวน ๓๒ ต้น ตั้งแต่ปีที่ ๕ เป็นต้นไปจะให้ผลผลิตต่อต้นประมาณ ๕๐-๕๐๐ กก. หากดูแลอย่างดีเกษตรกรผู้ปลูกอินทผลัมจะมีรายได้กว่า ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาทต่อไร่ ซึ่งเป็นพืชมหัศจรรย์ที่สามารถเปลี่ยนคุณภาพชีวิตเกษตรกรจากเดิม หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินเป็นเกษตรกรที่มีรายได้ดีระดับเศรษฐีได้ ดังนั้นจึงได้จัดทำ โครงการ ๑ ไร่ ๑ ล้าน เปลี่ยนอีสานเป็นทองคำ ปลูกอินทผลัมพืชเศรษฐกิจแก้จน ไม้ผลมหัศจรรย์สร้างฝันเป็นจริงได้ในอนาคต
๒. วัตถุประสงค์
๒.๑ เพื่อเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับอินทผลัม พืชเศรษฐกิจมหัศจรรย์ที่เป็นทั้งไม้มงคล พืชเศรษฐกิจแก้จน มีคุณค่าทางการแพทย์และโภชนาการ และมีราคาเสมือนทองคำแก่ประชาชนทั่วไปและเกษตรกรภาคอีสาน
๒.๒ เพื่อส่งเสริมการเพาะกล้า การปลูก การดูแลรักษา การเก็บเกี่ยว การแปรรูปและการตลาดแก่เกษตรกรแบบครบวงจร
๒.๓ เพื่อจัดตั้งเครือข่ายชมรมเกษตรกรผู้ปลูกอินทผลัมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และรับซื้อผลผลิตของเครือข่ายฯในราคาประกัน
๒.๔ เพื่อศึกษาวิจัยพัฒนารูปแบบการปลูกอินทผลัมให้เป็นพืชเศรษฐกิจแก้จนของคนอีสาน และคุ้มครองสิทธิและผลประโยชน์เกษตรกรรองรับการแข่งขันประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
๓. ตัวชี้วัด
๓.๑ เกษตรกร ประชาชนทั่วไป หน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) มีแผนงาน/โครงการส่งเสริมการปลูกอินทผลัมในทางเศรษฐกิจมากขึ้น ทั้งในระดับครัวเรือน หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ และจังหวัด เป้าหมาย ๒๐ จังหวัดภาคอีสาน
๓.๒ เกษตรกรภาคอีสานปลูกอินทผลัมให้เป็นพืชเศรษฐกิจแก้จน เพื่อสร้างรายได้ให้ครอบครัว จำนวน ๑,๐๐๐,๐๐๐ ต้นภายในเวลา ๕ ปี
๓.๓ เกิดเครือข่ายชมรมเกษตรกรผู้ปลูกอินทผลัมผลไม้ทองคำภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ครอบคลุม ๒๐ จังหวัดภาคอีสาน
๓.๔ เกิดต้นแบบแปลงสาธิตอินทผลัมผลไม้ทองคำ ที่สามารถสร้างรายได้ให้เกษตรกรปีละไม่ต่ำกว่า ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท อย่างน้อยจังหวัดละ ๑ แห่ง ครอบคลุม ๒๐ จังหวัดภาคอีสาน ภายในเวลา ๑๐ ปี
๓.๕ เกิดนโยบายสาธารณะในระดับพื้นที่ ท้องถิ่น จังหวัด หรือองค์กรต่างๆ ว่าด้วยการส่งเสริมเกษตรกรปลูกอินทผลัมตามโครงการ ๑ ไร่ ๑ ล้านอย่างเป็นรูปธรรม
๔. กลวิธีดำเนินงาน
๔.๑ จัดทำโครงการ ๑ ไร่ ๑ ล้าน เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ไปยังหน่วยงานภาครัฐ องค์กร เครือข่ายภาคประชาสังคม ผู้นำท้องที่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทุกระดับ
๔.๒ รับสมัครและขึ้นทะเบียนเครือข่ายชมรมเกษตรกรผู้ปลูกอินทผลัมผลไม้ทองคำ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
๔.๓ จัดตั้งศูนย์ส่งเสริมการปลูกอินทผลัมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อจัดระบบการเพาะต้นกล้า จำหน่ายต้นกล้า ให้คำแนะนำ และรับซื้อผลผลิตในราคาประกันแก่สมาชิก
๔.๔ จัดเวทีสัมมนาทางวิชาการโครงการ ๑ ไร่ ๑ ล้าน เปลี่ยนอีสานเป็นทองคำ ปลูกอินทผลัมพืชเศรษฐกิจแก้จน และแถลงข่าวประชาสัมพันธ์ทางสื่อทุกชนิด
๔.๕ ประชาสัมพันธ์โครงการ ๑ ไร่ ๑ ล้านทางสื่อต่างๆ เช่น สถานีวิทยุแห่งประเทศไทย วิทยุชุมชน รายการโทรทัศน์ ป้ายคัทเอาท์ แผ่นพับ โป๊สเตอร์ หนังสือประชาสัมพันธ์ไปยังหน่วยงานต่างๆ พร้อมใบสมัครขึ้นทะเบียนสมาชิก
๔.๖ ขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะกับหน่วยงานท้องถิ่น และแสวงหาแหล่งทุนให้กับเกษตรกร
๕.๗ จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้การจัดทำแปลงสาธิต และสมาชิกเครือข่ายชมรมเกษตรกรผู้ปลูกอินทผลัมผลไม้ทองคำ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
๕.๘ ประสานงานและทำสัญญากับบริษัทผู้รับซื้อผลผลิต เพื่อรับซื้อผลผลิตในราคาประกันกับสมาชิก
๕.๙ สร้างกลไกเพื่อคุ้มครองสิทธิและผลประโยชน์ในด้านต่างๆให้แก่สมาชิก รองรับการแข่งขันกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
๖. กลุ่มเป้าหมาย
๖.๑ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) ทุกแห่ง ทั้งระดับตำบล อำเภอ และจังหวัด
๖.๒ ผู้นำระดับท้องที่ (กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน) ทุกหมู่บ้าน
๖.๓ ผู้ประสานงานสมาคมหมออนามัยจังหวัดทุกจังหวัด
๖.๔ ประธานชมรม อสม. ทุกระดับ
๖.๕ ประธานสภาเกษตรกรจังหวัด และผู้นำสภาเกษตรกรระดับหมู่บ้าน ตำบล ๒๐ จังหวัดภาคอีสาน
๖.๖ หัวหน้าสำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัด ๒๐ จังหวัดภาคอีสาน
๖.๗ ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า ๒๐ จังหวัดภาคอีสาน
๖.๘ ผอ.รพ.สต., รพช., รพศ. และสหกรณ์ออมทรัพย์สาธารณสุขจังหวัด
๖.๙ สถานศึกษาทุกแห่ง และสหกรณ์ออมทรัพย์ครูและบุคลากรทางการศึกษา
๖.๑๐ เครือข่ายสภาเด็กเยาวชน ๒๐ จังหวัดภาคอีสาน
๗. ระยะเวลาดำเนินการ
เวลา ๑๐ ปี พ.ศ. ๒๕๕๖ – ๒๕๖๕
๘. หน่วยงานผู้รับผิดชอบ
๘.๑ ศูนย์ส่งเสริมการปลูกอินทผลัมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (โรงเรียนแก้จน)
๘.๒ ชมรมศูนย์ส่งเสริมการปลูกอินทผลัมไทย
๙. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
๙.๑ อินทผลัมเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ที่เหมาะสมกับการปลูกในพื้นที่แห้งแล้งภาคอีสาน สามารถสร้างรายได้ให้เกษตรกร มีความมั่งคั่ง มั่นคงมากขึ้น และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
๙.๒ เกิดการรวมกลุ่มของเกษตรกรผู้ปลูกอินทผลัมผลไม้ทองคำ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทำหน้าที่คุ้มครองสิทธิและรักษาผลประโยชน์ให้สมาชิก
๙.๓ เกิดนโยบายสาธารณะระดับพื้นที่ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกอินทผลัมเป็นพืชเศรษฐกิจแก้ไขปัญหาความยากจนอย่างเป็นรูปธรรม
๙.๔ มีพื้นที่ต้นแบบแปลงสาธิต ๑ ไร่ ๑ ล้าน เพื่อการศึกษาดูงานการปลูกอินทผลัมที่ประสบผลสำเร็จ
๑๐. แผนประมาณการรายได้ต่อปี
ปีที่ ผลผลิตต่อต้นต่อปี รายได้ต่อต้นต่อปี(บาท) รายได้ต่อไร่ต่อปี(บาท)
(กก.) เกรด A เกรด B เกรด A เกรด B
๑ – ๔ - - - - -
๕ – ๑๐ ๕๐ – ๑๐๐ ๑๕,๐๐๐ -๓๐,๐๐๐ ๑๐,๐๐๐ -๒๐,๐๐๐ ๔๘๐,๐๐๐ – ๙๖๐,๐๐๐ ๓๒๐,๐๐๐ –
๖๔๐,๐๐๐
๑๑ – ๒๐ ๑๐๐ – ๕๐๐ ๓๐,๐๐๐ – ๑๕๐,๐๐๐ ๒๐,๐๐๐ –
๑๐๐,๐๐๐ ๙๖๐,๐๐๐ –
๔,๘๐๐,๐๐๐ ๖๔๐,๐๐๐ –
๓,๒๐๐,๐๐๐
๒๑ – ๓๐ ๑๐๐ – ๕๐๐ ๓๐,๐๐๐ – ๑๕๐,๐๐๐ ๒๐,๐๐๐ –
๑๐๐,๐๐๐ ๙๖๐,๐๐๐ –
๔,๘๐๐,๐๐๐ ๖๔๐,๐๐๐ –
๓,๒๐๐,๐๐๐
ใบสมัครขึ้นทะเบียน
เครือข่ายชมรมเกษตรกรผู้ปลูกอินทผลัมผลไม้ทองคำ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
โครงการ ๑ ไร่ ๑ ล้าน เปลี่ยนอีสานเป็นทองคำ
---------------------------
ชื่อ-สกุล(นาย/นาง/นางสาว) ................................................................................................... อายุ ............... ปี
ที่อยู่เลขที่ ............... หมู่ที่ ......................... ตำบล ............................................. อำเภอ ....................................
จังหวัด ............................. รหัสไปรษณีย์ ........................................ โทรศัพท์/มือถือ ........................................
อีเมล์ : ........................................................................ เฟสบุ๊ค : .........................................................
ขอสมัครเข้าร่วมโครงการ ๑ ไร่ ๑ ล้าน เปลี่ยนอีสานเป็นทองคำ และสมัครเป็นสมาชิกเครือข่ายเกษตรกรผู้ปลูกอินทผลัมผลไม้ทองคำ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
โดยมีความประสงค์ปลูกอินทผลัมในพื้นที่ จำนวน .................... ไร่ จำนวน .................... ต้น
สถานที่ปลูก(ระบุ) ...
...
...
...
...
...
ข้าพเจ้ายินดีจะปฏิบัติตามคำแนะนำของ ศูนย์ส่งเสริมการปลูกอินทผลัม ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทุกประการ

ลงชื่อ ....................................................................
( .............................................................. )
วันเดือนปีที่สมัคร ........ /.................. /...................

วันนี้เกษตรกรอีสานพร้อมแล้ว ที่จะเปลี่ยนผืนดินอีสานให้เป็นทองคำ พลังความร่วมมือของเครือข่ายเกษตรกรผู้ปลูกอินทผลัมผลไม้ทองคำ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะพิชิตปัญหาความยากจนของคนอีสานให้ได้อย่างเป็นรูปธรรม เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงอาชีพเกษตรกรรม ก้าวผ่านความยากจนไปสู่ความมั่งคั่ง มั่นคง และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น รองรับการเปลี่ยนแปลงสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนอย่างภาคภูมิ
๑๑. สิทธิประโยชน์
๑๑.๑ หน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) องค์กรเอกชน ที่สนับสนุนต้นกล้าอินทผลัมแก่ประชาชน จะได้รับเงินสนับสนุนการปลูกอินทผลัม ร้อยละ ๑๐
๑๑.๒ ต้นกล้าที่ปลูกตามคำแนะนำของศูนย์ส่งเสริมการปลูกอินทผลัม ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หากตายภายใน ๓ เดือน สามารถขอรับต้นกล้าใหม่ได้ฟรี
๑๑.๓ รับประกันราคาผลผลิต เกรดเอ ๓๐๐ บาทต่อกิโลกรัม และเกรดบี ๒๐๐ บาทต่อกิโลกรัม
๑๑.๔ ขอรับคำแนะนำทางวิชาการด้านการเกษตรฟรี ตลอดการเป็นสมาชิกเครือข่ายเกษตรกรผู้ปลูกอินทผลัม ผลไม้ทองคำแห่งอีสาน
๑๑.๕ สมาชิกเครือข่ายเกษตรกรผู้ปลูกอินทผลัม ผลไม้ทองคำแห่งอีสาน จะได้รับการฝึกอบรมการปลูก

                คลิกกลับหน้าแรก